คล็อปป์หยันชุดขาวสู้เสือใต้ไม่ได้

6e8

ผลบอล เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ดอร์ทมุนด์ ฟันธง เรอัล มาดริด คงสู้ บาเยิร์น มิวนิค ไม่ได้ หากต้องมาฟาดแข้งกันในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ ชี้แทบไม่ต้องลุ้นเลยด้วยซ้ำ

เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์คนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน แสดงทัศนะว่า เวลานี้ บาเยิร์น มิวนิค คู่ปรับร่วมลีก กลายเป็นทีมไร้เทียมทานไปเสียแล้ว และแม้แต่ยอดทีม ลา ลีกา สเปน อย่าง เรอัล มาดริด ก็คงไม่สามารถต่อกรได้ หากทั้งสองทีมโคจรมาดวลกันในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้

ฤดูกาลที่แล้ว คล็อปป์ พา ดอร์ทมุนด์ ฝ่าด่าน เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-3 เข้าไปดวลกับ บาเยิร์น ในรอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนพ่ายให้กับ “เสือใต้” 1-2 ซึ่งนายใหญ่ “เสือเหลือง” ก็มองว่า ฤดูกาลนี้ บาเยิร์น ดูน่ากลัวยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก เมื่อได้ โจเซป กวาร์ดิโอล่า มาคุมทีมแทน จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ที่วางมือ

“มันแทบไม่มีลุ้นเลยที่ เรอัล มาดริด จะไปสู้กับ บาเยิร์น เพราะตอนนี้ บาเยิร์น ดูเหมือนเป็นทีมที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้เสียแล้ว ในเมื่อทีมอย่าง เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่สามารถต่อกรกับพวกเขาได้ แล้วนับภาษาอะไรกับ ดอร์ทมุนด์ ล่ะ?” คล็อปป์ กล่าว

Advertisements

ตูเร่ซิวแข้งแอฟริกันแห่งปีสมัยที่3

toure

ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์ทีมชาติไอวอรี่โคสต์ของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกาศศักดาคว้ารางวัลนักเตะแอฟริกันแห่งปี เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าตัวขอขอบคุณครอบครัวที่ให้การสนับสนุนอย่างดีมาโดยตลอด

ยาย่า ตูเร่ กองกลางตัวเก่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรมหาเศรษฐีแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมาขอบคุณการสนับสนุนที่มีให้เขา หลังจากได้รับการประกาศให้คว้ารางวัลนักเตะแอฟริกันแห่งปีเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา

มิดฟิลด์ทีมชาติไอวอรี่โคสต์ วัย 31 ปี ได้รางวัลนักเตะแอฟริกันแห่งปีมาแล้วในปี 2011 และ 2012 ขณะที่ปีนี้เขาเอาชนะ จอห์น โอบี มิเกล มิดฟิลด์ชาวไนจีเรีย และ ดิดีเย่ร์ ดร็อกบา กองหน้าเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งได้อันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ

ตูเร่ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญทั้งในทีมชาติและสโมสรของเขาตลอดปี 2013 กล่าวว่า “ผมต้องขอบคุณครอบครัวของผมที่ให้การสนับสนุนอย่างดี และยินดีกับ จอห์น โอบี มิเกล ซึ่งสมควรได้รับรางวัลนี้เช่นกัน”

ปู่รอยรับงานหนัก อังกฤษอยู่กลุ่มสุดหินศึกบอลโลก2014

z8

รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษ รับทัพ “ทรี ไลอ้อนส์” ต้องปาดเหงื่อสุดๆ หลังเห็นผลการจับสลาก ฟุตบอลโลก 2014 เนื่องจากอยู่ในกลุ่มสุดหิน มีทั้ง อุรุกวัย, อิตาลี และ คอสตาริก้า แต่เชื่อหากเตรียมตัวมาดี อะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้

รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ยอมรับทัพ “สิงโตคำราม” ต้องเจอกับงานหนักสุดๆ หลังผลการจับสลากศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย ที่ประเทศบราซิล เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา พวกเขาต้องอยู่ในกลุ่ม ดี โดยมี อุรุกวัย, คอสตาริก้า, และ อิตาลี ร่วมกลุ่มทัพ “ทรี ไลอ้อนส์” มีคิวต้องพบกับ อิตาลี เกมแรก ตามด้วยดวลกับ อุรุกวัย ในเกมที่สอง และตบท้ายรอบแบ่งกลุ่มพบ คอสตาริก้า โดย ฮ็อดจ์สัน ยอมรับว่าลูกทีมของตนต้องอยู่ในกลุ่มสุดหินอย่างแท้จริงๆ และงานนี้คงต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่หากอยากทะลุเข้ารอบน็อกเอาต์ฮ็อดจ์สัน กล่าวว่า “มันเป็นกลุ่มที่ยากลำบากมากๆ ไม่มีอะไรต้องสงสัยในเรื่องนี้ อิตาลี โชคร้ายที่ไม่ได้เป็นทีมวาง และเรารู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่เรารู้จักกันและกัน คุณคงหวังที่จะได้อยู่ในกลุ่มที่ดีๆ เสมอ แต่มันไม่บ่อยนักที่คุณจะได้มีความสุขแบบนั้น”

“นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้เล่น 11 ต่อ 11 คนในสนาม ดังนั้นถ้าเรามีการเตรียมตัวที่ดี จากนั้นผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะคว้าชัยชนะได้ทุกเกม เราต้องพบกับคู่แข่ง 3 ทีมที่มีคุณภาพสูงจริงๆ” อดีตนายใหญ่ ฟูแล่ม และ ลิเวอร์พูล กล่าวทิ้งท้าย

มอยส์ สัญญาพาผีกลับฝั่ง หลังเปิดบ้านเจ๊านักบุญ

David-Moyes2

เดวิด มอยส์ ผู้จัดการทีมคนใหม่ของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาให้สัญญาว่า จะพาทัพแมนฯ ยู กลับมาสู่ชัยชนะ หลังจากเปิดบ้านเสมอกับ นักบุญ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยผลบอล 1-1 ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แชมป์เก่า มีแต้มตามหลังจ่าฝูงอาร์เซนอล ถึง 8 คะแนน หลังจากถูก นักบุญ เซาธ์แธมป์ตัน โกงความตายตีเสมอได้ในท้ายเกม ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ทั้งนี้ ทัพปีศาจแดงในยุคของ เดวิด มอยส์ ชนะเพียง 3 เกมเท่านั้น หลังจากผ่านไปแล้ว 8 นัด และมีคิวต้องดวลกับ เรอัล โซเซียดัด ในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก คืนวันพุธนี้ด้วย

และเมื่อถามว่า ทัพปีศาจแดง จะสามารถจบฤดูกาลด้วยอับดับ ท๊อปโฟว์ของตารางคะแนนในซีซั่นนี้ได้หรือไม่ มอยส์ ตอบว่า “นักเตะของเรามีดีพอ การจบฤดูกาล คือเวลาที่คุณต้องอยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด”

“มีบ่อยๆ หลายปี ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก และในซีซั่นนี้เราก็เริ่มฤดูกาลได้ไม่ดี แต่หวังว่ามันจะดีขึ้นเรื่อย”

“เรารู้ว่าเรามีช่วงเวลาที่ต้นซีซั่นที่ยากลำบาก และเรารู้ว่า เกมที่กำลังมาถึงน่าจะสามารถเอาชนะได้ แต่เราต้องทำมันให้ได้ เราจะกลับมา ลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้ง”

เมื่อปีศาจแดงต้องตกรอบแบ่งกลุ่ม UCL (ตอน 2)

วันนี้จะมาคุยกันต่อถึงรอบแบ่งกลุ่ม UCL และการโบกมือบ๋ายบายของ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตกรอบไปก่อนกาลอันควรอีกคำรบหนึ่ง แต่คราวนี้เรียกว่ายังเสียหน้าไม่เท่ากับฤดูกาล 2005 – 2006 เพราะพวกเค้ายังสามารถคว้าอันดับ 3 และตั๋วฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็กเป็นของขวัญปลอบใจได้ รายการซึ่งเปรียบเสมือนศาลาพักใจของผู้ผิดหวังจากแชมป์เปี้ยนส์ ลีก1

หนนี้เป็นฤดูกาล 2011 – 2012 ซึ่งปีศาจแดงมีเพื่อนร่วมสายที่ไม่น่าจะต้องให้กังวลใจนัก เพราะมีทีมอย่างเอฟซี บาเซิ่ล จากสวิตเซอร์แลนด์, โอเตลุน กาลาติ ทีมจากโรมาเนีย ซึ่งชื่อชั้นดูจะห่างไกลจากทีมอื่น ๆ มากโขอยู่ แต่ทีมที่แฟนบอลเห็นแล้วคงจะเจ็บใจจี๊ดขึ้นมาเลยคงจะเป็นเบนฟิก้า ซึ่งเคยเขี่ยพวกเค้าตกรอบมาแล้วในฤดูกาล 2005 – 2006 อันเป็นเหตุการณ์ที่คงไม่มีใครอยากจะจดจำมันนัก แต่เห็นทีมเหล่านี้แล้วคงมีเพียงเบนฟิก้าเท่านั้นที่ปีศาจแดงอาจจะต้องหนักใจในการต่อกรด้วย ส่วนอีก 2 ทีมเชื่อว่าทีมของเฟอร์กี้ไม่น่าจะต้องเหนื่อยนักกับการเก็บแต้ม และหลายฝ่ายก็ฟันธงว่าน่าจะเป็นยูไนเต็ด และเบนฟิก้าที่จะควงคู่ผ่านเข้ารอบต่อไปด้วยกัน
แต่ทว่าผลบอลในซีซั่นนี้ก็ไม่เป็นดังใจ เพราะทีมของเฟอร์กี้โชว์ฟอร์มบู่อีกครั้งด้วยผลบอลชนะ 2 แพ้ 1 แต่เสมอมากอีกแล้วถึง 3 นัดด้วยกัน เก็บได้เพียง 9 คะแนน จบรอบแบ่งกลุ่มด้วยอันดับ 3 ของกลุ่มไปแบบไม่มีใครคาดคิด

นัดเปิดสนามรอบแบ่งกลุ่มซีซั่นนี้เป็นเกมที่เอสตาดิโอ ดา ลุซ สังเวียนที่เคยเป็นที่ฝังความแค้นให้กับปีศาจแดงไว้เมื่อฤดูกาล 2005 – 2006 อันเป็นเกมรอบแบ่งกลุ่มที่พวกเค้าตกรอบเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ซึ่งคราวนี้ทีมจากอังกฤษก็ทำได้ดีที่สุดด้วยการบุกไปแบ่งแต้มออกมาด้วยผลบอล 1-1 ก็เช่นเดิม ถือว่าไม่ได้เป็นการเสียหายอะไรมากนักกับการเล่นเป็นทีมเยือน และยิ่งเป็นทีมที่ชื้อชั้นไม่ได้เป็นรองมากนักอย่างเบนฟิก้า

แต่เกมนัดที่ 2 เชื่อว่าหลายฝ่ายคงเริ่มกังวลแล้วไม่น้อย เพราะทีมต้องเป็นฝ่ายไล่ตีเสมอบาเซิ่ลผู้มาเยือนแบบใจหายใจคว่ำด้วยผลบอล 3-3 ทั้ง ๆ ที่ทีมนำห่าง 2-0 จากแดนนี่ เวลเบ็คในครึ่งเวลาแรกตั้งแต่ช่วงสิบกว่านาทีแรกของเกม ก่อนที่ทีมเยือนจากแดนนาฬิกาจะทำ 3 ประตูรวดในเวลาไม่ถึง 20 นาที จากอเล็กซานเดอร์ ฟรายที่เหมาคนเดียว 3 ประตู ในนาที่ 58, 60 และจากจุดโทษในนาทีที่ 76 เล่นเอาแฟน ๆ เร้ด เดวิล หน้าชาคาบ้านแน่นอน โชคยังดีที่แอชลี่ย์ ยัง มาซัดทำประตูกู้ชีพในกับทีมได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โกงความตายสมกับฉายาจอมคัมแบ๊คของทีมและช่วยให้ทีมเก็บ 1 แต้มสุดล้ำค่าได้สำเร็จ แต่ก็ถือว่าผิดเป้าหมายกับผลบอลแบบนี้เพราะเป็นการเล่นกับทีมรองบ่อน และที่สำคัญเป็นเกมในบ้านตัวเองแท้ ๆ กลับเก็บ 3 คะแนนไม่ได้

เกมที่ 3 และ 4 ดูจะเป็นการปลุกผีจากหลุมได้สำเร็จ เพราะเจอกับทีมแจกแต้มแจกประตูของกลุ่มจากโรมาเนียอย่างโอเตลุน กาลาติ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าทีมของเฟอร์กี้ยังไม่สามารถเก็บ 6 แต้มเต็มได้คงต้องบอกว่าไม่คู่ควรกับการผ่านเข้ารอบต่อไป เพราะ 2 นัดที่ผ่านมาทีมจากแดนผีดิบยังไม่มีคะแนนเลย ซึ่งปีศาจแดงก็สามารถเฆี่ยนเอาชนะไปได้ด้วยผลบอล 2-0 ทั้งไปกลับ เห็นผลบอลทั้ง 2 นัดแล้วแฟน ๆ คงจะคิดว่าเกมนั้นง่ายดาย แต่ถ้าหากใครได้ชมเกมก็จะรู้เลยว่าทีมของเฟอร์กี้นั้นหืดจับพอสมควร เพราะเกมแรกที่บูคาเรสต์นั้นประตูแรกของรูนี่ย์ก็มาในช่วง 1 ชั่วโมงของเกมเข้าให้แล้ว ส่วนประตูปิดกล่อง 2-0 นั้นก็ได้ในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 2 ด้วยซ้ำไป ขณะที่เกมในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแม้จะนำเร็วตั้งแต่นาทีที่ 8 จากอันโตนิโอ วาเลนเซีย แต่ประตูที่ 2 ก็มาจากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นทีมเยือนก่อนหมดเวลา 2 นาที เชื่อว่าแฟน ๆ เห็นแล้วไม่ปลื้มฟอร์มเด็กผีแน่นอน

จบ 4 นัด ปีศาจแดงมี 8 คะแนน เท่ากับเบนฟิก้า ขณะที่บาเซิ่ลมี 5 คะแนน รั้งอันดับ 3 ของกลุ่ม ส่วนโอเตลุนแพ้รวดทุกนัดตกรอบสนิท ดูแล้วคงไม่มีอะไรยากเกินไปกับการเข้ารอบน็อคเอาท์ของปีศาจแดง

แต่เกมที่ 5 ซึ่งยูไนเต็ดเปิดรังรับเบนฟิก้านั้น จบลงด้วยผลบอลเสมออีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการเสมอกับเบนฟิก้าเป็นนัดที่ 2 ทำให้ทั้งคู่มีเพิ่มเป็น 9 คะแนน ส่อแววหายนะอีกครั้งหนึ่ง เกมนี้ลางร้ายเริ่มต้นตั้งแต่นาทีที่ 3 เมื่อฟิล โจนส์ทำเข้าประตูตัวเอง บวกสกอร์ให้ทีมจากแดนฝอยทองนำไปก่อนตั้งแต่ไก่โห่ แต่พลพรรคปีศาจแดงก็ฮึดยิงคืน 2 ประตูรวดจากดิมิท่าร์ แบร์บาตอฟในนาทีที่ 30 และดาเร็น เฟลทเชอร์ในนาทีที่ 59 แต่อีก 2 นาทีถัดมา พาโบล ไอมาร์ก็ยิงประตูตีเสมอให้กับทีมเยือน และจบเกมไปด้วยผลบอล 2-2 ทำให้งานหนักตกเป็นของยูไนเต็ดซึ่งจะต้องบุกไปเซนต์ เจค็อบ พาร์ค รังของบาเซิ่ลในเกมนัดสุดท้าย ซึ่งบาเซิ่ลเองก็เก็บโอเตลุน กาลาติมาได้ด้วยผลบอล 3-2 ทำให้แชมป์ลีกสวิตมีเพิ่มเป็น 8 คะแนน ไล่จี้หายใจรดต้นคอทั้ง 2 ทีมนำแล้ว ขณะที่เบนฟิก้านั้นจะเปิดบ้านรับโอเตลุน ซึ่งดูแล้ว 3 คะแนนสำหรับเหยี่ยวลิสบอนคงไม่ไกลเกินเอื้อมในนัดสุดท้าย

เกมนัดที่ 6 ของรอบแบ่งกลุ่ม ปีศาจแดงบุกไปเพียงเพื่อผลบอลเสมอกับบาเซิ่ลเท่านั้น พวกเค้าก็จะได้ตีตั๋วเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ต่อไป แต่ทีมของเฟอร์กี้ก็สร้างเซอร์ไพรส์อีกครั้งด้วยการพลิกล็อคพ่ายให้กับทีมจากสวิตเซอร์แลนด์ไปด้วยผลบอล 2-1 ชนิดช็อคแฟนบอลของตัวเองและแฟนบอลทั่วโลก เพราะทีมต้องตกรอบแบ่งกลุ่มไปแบบไม่คาดคิดด้วยการเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่มซี ด้วย 9 คะแนนที่มี ขณะที่เจ้าถิ่นบาเซิ่ลมีเพิ่มเป็น 11 คะแนน ผ่านเข้ารอบตามเบนฟิก้าแชมป์กลุ่มซึ่งมี 12 คะแนนไปได้แบบเหนือความคาดหมาย

เกมนี้เจ้าถิ่นออกนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 9 จากมาร์โค สเตรลเลอร์ ก่อนที่อเล็กซานเดอร์ ฟรายเจ้าเก่าซึ่งทำแสบไว้ในเกมแรกที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดจะมายิงประตูฝังส่งปีศาจแดงลงหลุมในนาทีที่ 84 แม้ยูไนเต็ดจะมาได้ประตูตีตื้นจากฟิล โจนส์ก่อนหมดเวลา 1 นาที แต่ก็ไม่สามารถช่วยทีมได้สำเร็จ พ่ายไปด้วยผลบอล 2-1 ตกรอบไปอย่างเจ็บแสบอีกครั้ง

แม้การตกรอบครั้งนี้จะดีกว่าซีซั่น 2005 – 2006 ซึ่งปีศาจแดงจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการกินบ๊วย เพราะปีนี้ได้ไปเล่นยูโรปา ลีกเป็นการปลอบใจในฐานะอันดับ 3 แต่เชื่อว่าแฟนบอลเร้ด เดวิลคงไม่แฮปปี้แน่นอน และคงจะจดจำชื่อของอเล็กซานเดอร์ ฟราย และทีมอย่างเบนฟิก้าซึ่งพวกเค้าไม่ชนะเลยในรอบซีซั่นนี้ไปอีกนาน

เมื่อปีศาจแดงต้องตกรอบแบ่งกลุ่ม UCL (ตอน 1)

เปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการเปิดฉากฟาดแข้งฟุตบอลสโมสรยุโรปถ้วยใหญ่ หรือ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาล 2013 – 2014 ซึ่งปีนี้ก็น่าสนใจเช่นเดิมเหมือนกับปีที่ผ่าน ๆ มา แต่มีหลายคนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบางกลุ่มซึ่งมีทีมใหญ่ที่ดูท่าทางจะแบเบอร์เข้ารอบง่าย ๆ แต่สุดท้ายกลับจอดแค่รอบนี้ด้วยผลบอลที่เหนือความคาดหมาย49

หนึ่งในทีมที่มีแฟนบอลล้นหลามและประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นั่นก็คือ ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มหาอำนาจลูกหนังแห่งเกาะอังกฤษซึ่งกวาดโทรฟี่ใบนี้มาแล้วถึง 2 สมัยในยุคของยอดกุนซือชาวสก็อตต์อย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ซึ่งเพิ่งประกาศวางมือไปหลังอยู่กับทีมมาอย่างยาวนาน สร้างเกียรติประวัติและความยิ่งใหญ่ไว้มากมาย ปีนี้ปีศาจแดงภายใต้การคุมทีมของกุนซือคนใหม่อย่างเดวิด มอยส์นั้นจะลงโม่แข้งใน UCL รอบแบ่งกลุ่มในฐานะแชมป์ลีก กับทีมร่วมสายอย่างไบเออร์ เลเวอร์คู่เช่น, เรอัล โซเซียดัด และชัคตาร์ โดเนทสก์

หลายคนเห็นทีมดังกล่าวแล้วบอกว่ากินหมูแน่นอน แต่บางเสียงก็บอกว่าอันตรายไม่น้อย เพราะดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นงานที่ยากเย็นเกินไปนักกับการที่จะเป็น 1 ใน 2 ทีมที่ได้ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์หลังเปิดสนามด้วยการถล่มทีมห้างยาไปกระจุยด้วย ผลบอล 4-2

แต่อย่าลืมว่าปีศาจแดงก็เคยอกหักตกรอบแบ่งกลุ่มมาแล้วแบบพลิกล็อคมาแล้วในอดีต อย่างเช่นในปี 2005 – 2006 ซึ่งทีมในปีนั้น ๆ ดูแล้วก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก เพราะมีทีมอย่างลีลล์, เบนฟิก้า และบีญาเรอัลม้านอกสายตาจากสเปน แต่กลับเป็นปีศาจแดงต่างหากที่ผิดฟอร์มเองและต้องตกรอบไปเพราะการจบการแข่งขันด้วยผลบอลที่เสมอมากเกินไป

ทีมของเฟอร์กี้ตกรอบแบบน่าขายหน้าด้วย ผลบอล ชนะ 1 เสมอ 3 และแพ้ไป 2 เกม เก็บได้เพียง 6 คะแนน กลายเป็นบ๊วยของกลุ่มดี ไม่ได้สิทธิ์แม้แต่การไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าคัพ ซึ่งแม้จะมีแต้มเท่ากับลีลล์ทีมอันดับ 3 แต่ทว่าเฮด ทู เฮดในการเจอกันนั้นเป็นลีลล์ที่ทำได้ดีกว่า จากการบุกมายันเจ๊าที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดด้วยผลบอล 0-0 ก่อนที่จะกลับไปเอาชนะปีศาจแดงได้ด้วย ผลบอล 1-0 ที่สต๊าด เดอ ฟร็องค์ รังของพวกเค้าเอง

เชื่อว่าหลังจากเห็นคู่ปรับร่วมสายแล้ว คงไม่มีใครคิดว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องตกรอบแบบน่าผิดหวังและน่าขายหน้าแบบนั้นแน่นอน มองตามหน้าเสื่อแล้วทีมของเฟอร์กี้น่าจะได้เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มมากกว่าด้วยซ้ำไป การเปิดสนามด้วยการบุกแบ่งแต้มกับทีมเยลโล่ว์ ซับมารีน ที่เอล มาดริกัลด้วยผลบอลจืดชืด 0-0 ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะนัดที่ 2 ไรอัน กิ๊กส์ และรุด ฟาน นิสเตลรอย ช่วยกันซัดคนละลูกพาทีมเก็บ 3 คะแนนแรกของศึกแชมป์เปี้ยนส์ ลีกปีนี้ได้สำเร็จ ด้วยผลบอล 2-1 เหนือเบนฟิก้า แต่ลางร้ายเริ่มก่อกำเนิดขึ้นในการพบลีลล์ ทีมดังจากลีกเอิงฝรั่งเศสในนัดที่ 3 และ 4 ซึ่งเริ่มด้วยการเปิดบ้านเจ๊าจืดอีกครั้งด้วยผลบอล 0-0 ก่อนจะบุกไปพ่ายที่ฝรั่งเศสด้วย ผลบอล 0-1 ทำให้ ณ เวลานั้นยูไนเต็ดมีเพียง 5 คะแนนเท่านั้นจากการลงเล่น 4 นัด

เกมนัดที่ 5 นั้นปีศาจแดงเปิดบ้านรับมือการมาเยือนของบีญาเรอัล ซึ่งนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มในเวลานั้นด้วย 6 คะแนนที่พวกเค้าทำได้จากผลบอลเสมอ 3 และชนะ 1 ยังไม่แพ้ใครเลย แต่ทว่าทีมของเฟอร์กี้ก็กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าผิดหวังอีกครั้ง เพราะไม่สามารถเจาะตาข่ายทีมเยือนจากสเปนได้เลย สุดท้ายเกมต้องจบลงด้วยผลบอล 0-0 อีกครั้ง ซึ่งนับเป็นนัดที่ 3 เข้าให้แล้วที่ทีมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษได้ 1 แต้มจาก ผลบอลเสมอ 0-0 ทำให้มีเพิ่มเป็น 6 คะแนนจาก 5 นัดที่ลงเล่นไปเท่ากับลีลล์ รั้งอันดับ 2 และ 3 ของตารางคะแนน ในขณะที่บีญาเรอัลนั้นนำเป็นจ่าฝูงด้วย 7 แต้ม ส่วนเบนฟิก้านั้นรั้งบ๊วยด้วย 5 คะแนน

เกมนัดสุดท้ายนั้นถือเป็นเกมชี้ชะตาของกลุ่มเลยก็ว่าได้ เพราะเท่ากับว่าทุกทีมยังมีโอกาสที่ได้ผ่านเข้ารอบและตกรอบได้เท่า ๆ กัน ทีมของเฟอร์กี้ต้องบุกไปสยบเหยี่ยวลิสบอนที่โปรตุเกสให้ได้สถานเดียว ทีมจึงจะได้เข้ารอบต่อไป เป็นเกมที่บีบหัวใจแฟน ๆ ทุกทีมเหลือเกินโดยเฉพาะแฟน ๆ ของปีศาจแดง

และสัญญาณแห่งความหวังก็เริ่มขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 6 เมื่อพอล สโคลส์ทำประตูให้ทีมจากแมนเชสเตอร์บุกไปนำด้วย ผลบอล 1-0 จุดประกายความหวังให้ทีมเยือนอย่างรวดเร็ว แถมยังเปรียบเสมือนฟ้าผ่ากลางเอสตาดิโอ ดา ลุซ ช็อคแฟนบอลเจ้าถิ่นไม่น้อย แต่ไม่นานนักอีก 10 นาทีถัดมาเป็นฝ่ายเจ้าถิ่นที่ได้เฮบ้างจากประตูของโจวานนี่ มิดฟิลด์เลือดแซมบ้าของเจ้าถิ่น ก่อนที่เบโต้จะมาบวกประตูที่ 2 ให้เจ้าถิ่นพลิกขึ้นนำ 2-1 และท้ายที่สุดจบ 90 นาทีไปด้วยผลบอลนี้ ส่งผลให้เบนฟิก้าพลิกล็อคเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มด้วย 8 คะแนน ส่วนเกมอีกคู่เป็นบีญาเรอัลที่เล่นในบ้านและเอาชนะลีลล์ไปได้ด้วย ผลบอล 1-0 เป็นจ่าฝูงของกลุ่มที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ส่วนปีศาจแดงต้องตกรอบแชมป์เปี้ยนส์ ลีกเป็นหนแรกในรอบ 10 ปี แถมยังตกรอบในฐานะอันดับสุดท้ายของกลุ่มอีกด้วย น่าขายขี้หน้าไม่พอยังหมดสิทธิ์แม้แต่การไปร่วมวงไพบูลย์ในรายการยูฟ่าคัพซึ่งสงวนสิทธิ์ไว้ให้ผู้ที่ตกรอบ UCL ด้วยอันดับที่ 3
คราวหน้าเราจะมาคุยกันอีกครั้ง ถึงผลบอลสุดช็อคที่ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่จากแมนเชสเตอร์ทีมนี้ต้องตกรอบแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีกครั้ง

แมตท์ผลบอลทีมชาติไทยในความทรงจำ (ตอน 2)

 

livescore

สำหรับอีกแมตท์ผลบอลหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าอยู่ในใจของใครหลายๆ คน เพราะครั้งนี้เป็นการแข่งขันในประเทศไทย ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนที่อยู่ในสนามวันนั้นด้วย กับนัดนี้ครับ

– ทีมชาติไทย ชนะ เกาหลีใต้ 2-1 ในศึกฟุตบอล เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่กรุงเทพฯ ปี 2541 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยทีมชาติไทยชุดนั้น เป็นการรวมตัวกันของนักเตะทีมชาติดังๆ อย่าง ชัยยงค์ ขำเปี่ยม, นที ทองสุขแก้ว, นิเวส ศิริวงศ์, ดุสิต เฉลิมแสน, ธวัชชัย ดำรงอ่องตระ, ตะวัน ศรีปาน, วรวุทธ ศรีมะฆะ และ ซิกโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และมี ปีเตอร์ วิธ เป็นผู้จัดการทีม โดยมี บิ๊กหอย ธวัชชัย สัจจกุล อยู่เบื้องหลัง ซึ่งด้วยสภาพปัญหาที่มีในทีมชาติ จากผลกระทบจากเหตุการณ์อัปยศไทเกอร์ คัพ เมื่อกลางปี 2541 ที่เวียดนาม ทำให้แฟนบอลไม่ได้คาดหวังกับทีมชุดนี้มากเท่าไหร่นัก

ในรอบแรกทีมชาติไทย อยู่สายเดียวกับ ฮ่องกง และ โอมาน ซึ่งกรุ๊ป F นี้มี 3 ทีมครับ นัดแรกเขายิง ฮ่องกง 5-0 และชนะ โอมาน ด้วยผลบอล 2-0 ก่อนที่จะผ่านเข้ารอบสอง อยู่ กรุ๊ป 4 ซึ่งมีทีมร่วมกลุ่มอย่าง กาตาร์, เลบานอล และ คาซัคสถาน ซึ่งเราสามารถ เสมอกับ คาซัคสถาน ด้วยผลบอล 1-1 ชนะ เลบานอล 1-0 แต่นัดสุดท้ายแพ้ กาตาร์ 1-2 มี 4 แต้ม เท่ากับ คาซัคสถาน แต่ประตูได้เสียดีกว่า จึงเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ไปชนกับ เกาหลีใต้ แชมป์ กลุ่ม 2

ก่อนเกมทีมชาติไทย เป็นรองอย่างมาก เนื่องจากเกาหลีใต้ เพราะเกาหลีใต้ชุดนั้นประกอบไปด้วยนักเตะชุดบอลโลกอย่าง ซอย ยอง ซู, ลี ดอง กุ๊ก, ยู ซัง ชุล ในครึ่งแรก เรายังยันเสมอได้ด้วยผลบอล 0-0 แต่มาในครึ่งหลังทีมชาติไทย เราต้องเสียบเปรียบตัวผู้เล่นจากจังหวะ วรวุฒิ ศรีมะฆะ โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ไทยต้องเหลือผู้เล่นในสนามเพียง 10 คนเท่านั้น

แต่แล้วในช่วง 9 นาที ทีมชาติไทยที่ทำประตูขึ้นนำไปได้ก่อน 1-0 จากซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กระดกบอลข้ามผู้รักษาประตูเกาหลีใต้เข้าไปอย่างสวยงาม แต่จากนั้น ทีมชาติไทย ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 9 คน เมื่อ สุรชัย จิระศิริโชติ ถูกใบเหลืองใบที่สองกลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนามไป และจังหวะฟรีคิกต่อมา ยู ซัง ชุล ก็ปั่นข้ามกำแพง ผ่านมือ ชัยยงค์ ขำเปี่ยม เข้าประตูไป เป็นลูกตีเสมอให้กับเกาหลีใต้ 1-1

จนหมดเวลาการแข่งขัน 90 นาที ต้องต่อเวลาออกไปอีก 30 นาที และใช้กฎโกล์เดนโกล์ คือถ้าทีมไหนยิงได้ก่อนในช่วงต่อเวลา ชนะไปเลย แต่แล้วนาทีที่ 5 ของการต่อพิเศษเวลา ทีมชาติไทยได้ฟรีคิกระยะ ประมาณเกือบ 30 หลา ดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยบอลให้ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซัดเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบใต้คานเข้าไปอย่างสวยงาม ชนิดที่นายทวารเกาหลี หมดสิทธิ์รับเลยทีเดียว และกรรมการก็เป่าหมดเวลาทันที ทำให้ทีมชาติไทย 9 คน สามารถล้มทีมชาติเกาหลีใต้ 11 คน ไปได้ ด้วย ผลบอล 2-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศต่อไป

ในรอบรอง เราเจอกับ คูเวตที่อาศัยความสูงและความเหนือชั้นกว่าเอาชนะไปอย่างขาดลอยถึง 3-0 และต้องมาชิงที่ 3 กับอริเก่า อย่างทีมชาติจีน ซึ่งคราวนี้เราก็โดนถล่มไป ด้วยผลบอล 3-0 จบทัวร์นาเมนต์ ด้วยการครองอันดับที่ 4 อีกครั้ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ 2556 เราก็ยังไม่เคยก้าวไปไกลกว่านั้นเลยครับ แต่หวังว่า สักวันนักเตะรุ่นใหม่ของเราจะพัฒนาผีเท้าได้เก่งขึ้น แม้ดูเหมือนว่าจะลมแล้งๆ ก็ตามที่ครับ แต่สำหรับแฟนบอลชาวไทยแล้ว บอลไทยอยู่ในสายเลือดครับ